อาร์เจนตินาปฏิรูปกฎหมายคุ้มครองธารน้ำแข็ง

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 อาร์เจนตินาได้ประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ว่าด้วยการปฏิรูปการคุ้มครองธารน้ำแข็ง ซึ่งเป็นกฎหมายเดิมที่มีมาตั้งแต่ปี 2553 เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการคุ้มครองธารน้ำแข็งและสภาพแวดล้อมรอบธารน้ำแข็ง (periglacial environment) ซึ่งเป็นแหล่งสำรองน้ำตามธรรมชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และห้ามมิให้มีการปล่อยสารปนเปื้อนหรือของเสียทำเหมืองแร่ สำรวจและขุดเจาะน้ำมันและก๊าซก่อสร้างอาคารหรือโรงงานหรือทำกิจกรรมทางอุตสาหกรรมใดที่ส่งผลกระทบต่อสภาพธารน้ำแข็งในพื้นที่คุ้มครองดังกล่าวซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในบางจังหวัด
เพื่อการนี้รัฐบาลอาร์เจนตินาชุดปัจจุบันจึงได้ออกกฎหมายฉบับใหม่เพื่อจำกัดขอบเขตพื้นที่คุ้มครองให้แคบลงและครอบคลุมเฉพาะธารน้ำแข็งและพื้นที่รอบธารน้ำแข็งที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำสำรองทางยุทธศาสตร์เท่านั้นส่งผลให้ปลดล็อกพื้นที่เดิมที่เคยห้ามดำเนินกิจกรรมทางอุตสาหกรรมต่างๆสามารถกลับมาขออนุญาตสัมปทานเหมืองแร่ได้นอกจากนี้รัฐบาลกลางยังได้โอนอำนาจในการพิจารณาสู่ระดับจังหวัดซึ่งหากหน่วยงานผู้มีอำนาจของแต่ละจังหวัดประเมินแล้วว่าไม่กระทบต่อระบบแหล่งทรัพยากรน้ำก็สามารถขออนุญาตดำเนินกิจกรรมเหมืองแร่หรือขุดเจาะน้ำมันได้ต่อไปอย่างไรก็ดีภาคธุรกิจยังต้องทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ตามเดิมอยู่
การปฏิรูปกฎหมายนี้จะช่วยปลดล็อกโครงการลงทุนด้านการทำเหมืองแร่โดยเฉพาะแร่ลิเทียมและทองแดง
ในหลายจังหวัดสำคัญของอาร์เจนตินาและคาดว่าจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้สูงถึง 20,000-28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างไรก็ดีองค์กรสิ่งแวดล้อมมีข้อกังวลว่าการปฏิรูปกฏหมายนี้อาจกระทบต่อความมั่นคงทางน้ำและนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระหว่างจังหวัดที่แตกต่างกันรวมทั้งมีการยื่นฟ้องว่ากฎหมายฉบับนี้นั้นมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและขอให้ศาลบางจังหวัดมีคำสั่งระงับการบังคับใช้กฎหมายชั่วคราวแล้ว
ในฐานะที่อาร์เจนตินามีแหล่งสำรองลิเทียมและทองแดงมากเป็นลำดับต้นๆของโลกการปฏิรูปกฎหมายนี้จะเพิ่มปริมาณสำรองลิเทียมในตลาดโลกช่วยให้ราคามีเสถียรภาพมากขึ้นและลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีพลังงานสะอาดซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับไทยในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำเพื่อรองรับฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้กลุ่มทุนไทยที่มีศักยภาพโดยเฉพาะธุรกิจพลังงานใหม่เข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนหรือขอสัมปทานเหมืองแร่โดยใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ภายใต้โครงการส่งเสริมการลงทุน RIGI ของรัฐบาล ในขณะเดียวกันนักลงทุนไทยควรคำถึงปัจจัยความเสี่ยงในเชิงภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนและความไม่แน่นอนทางกฎหมายด้วยเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน